คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

1. คู่ความ

ชื่อคู่ความ โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี จำเลย - นายทับทิม กับพวก

*หมายเหตุ: เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ smartdeka.com ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา 59 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 15 66 ป.อ. ม.59 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 ม.15 ม.66

3. เนื้อหา

แม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน (ร่วมกัน) มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 1 ปี ฐาน (ร่วมกัน) จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง ร้อยตำรวจเอกขาว รุ่งทอง เจ้าพนักงานตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรีกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสีดำที่จำเลยที่ 2 คาดไว้ที่เอวเป็นของกลาง และอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20 เม็ด จากจำเลยทั้งสามเป็นของกลางอีกด้วย พนักงานสอบสวนได้ส่งยาเม็ดของกลางทั้งหมดไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีน น้ำหนักรวม 4.03 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.10 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำนวน 20 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจและสายลับผู้ล่อซื้อในราคา 900 บาท จริงตามคำฟ้อง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด้วยหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกขาวและสิบตำรวจตรีกันเกรา ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสามร้อยตำรวจเอกขาวสืบทราบว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยจำหน่ายในราคาเม็ดละ 45 บาท วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจตรีกันเกราปลอมตัวเป็นคนเสพเมทแอมเฟตามีนไปกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม จำนวน 20 เม็ด และร้อยตำรวจเอกขาวได้นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท จำนวน 19 ฉบับ ฉบับละ 10 บาท จำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 900 บาท ไปถ่ายสำเนากับลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเบิก ตามสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้พากันเดินทางไปที่ถนนสายบ้านเบิก-ท่าวุ้ง ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ร้อยตำรวจเอกขาวค้นตัวสิบตำรวจตรีกันเกราและสายลับแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงมอบธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อพร้อมวิทยุสื่อสารให้แก่สิบตำรวจตรีกันเกราไปล่อซื้อโดยตกลงกันว่าหากล่อซื้อได้แล้วให้สิบตำรวจตรีกันเกราส่งสัญญาณทางวิทยุสื่อสารแจ้งให้ทราบ ต่อมาสายลับได้ขับรถจักรยานยนต์ให้สิบตำรวจตรีกันเกรานั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนร้อยตำรวจเอกขาวขับรถจักรยานยนต์มีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน นั่งซ้อนท้ายติดตามไปจอดอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เพื่อรอฟังผลการล่อซื้อ ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจตรีกันเกราประจักษ์พยานโจทก์ว่า เมื่อสายลับขับรถจักรยานยนต์พาพยานไปถึงบ้านที่เกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่หัวบันไดบ้านซึ่งมีแสงไฟฟ้า พยานจึงเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ว่า จะมาเอาของ จำเลยที่ 1 บอกว่าให้ขึ้นไปบนบ้าน จะดูต้นทางให้ พยานกับสายลับจึงขึ้นไปชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดไฟนีออนส่องสว่าง พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 กำลังช่วยกันหยิบเมทแอมเฟตามีนบรรจุเข้าไปในหลอดกาแฟ พยานกับสายลับจึงเดินเข้าไปหาและขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด จำเลยที่ 3 นับเมทแอมเฟตามีนได้จำนวน 20 เม็ด แล้วส่งให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จำเลยที่ 2 เอาพลาสติกที่อยู่ข้างตัวมาห่อก่อนจะบรรจุลงในถุงพลาสติกสีฟ้า แล้วจึงส่งให้แก่พยาน พยานรับมาเปิดดูเห็นว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนเม็ดสีส้มจึงส่งธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับไปเก็บไว้ที่กระเป๋าสีดำซึ่งคาดอยู่ที่เอวของจำเลยที่ 2 แล้วพยานได้กดวิทยุสื่อสารให้สัญญาณ 4 ถึง 5 ครั้ง ไปยังร้อยตำรวจเอกขาว ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกขาวพยานโจทก์ต่อไปว่า หลังจากพยานได้รับสัญญาณวิทยุดังกล่าวพยานกับพวกได้พากันไปที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อถึงบ้านที่เกิดเหตุ พยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่เสาบันไดทางขึ้นชั้นบนของบ้านและกำลังจะหลบหนี ขณะเดียวกันสิบตำรวจตรีกันเกราได้ออกมาที่ประตูตรงบันไดบ้าน ตะโกนให้จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ พยานกับพวกวิ่งไล่ตามจับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ แล้วพากันขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปอีกว่าพยานทั้งสองกับพวกได้ตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสาม ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 พยานทั้งสองกับพวกตรวจค้นที่กระเป๋าคาดเอว พบธนบัตรรวมเป็นเงินจำนวน 1,580 บาท โดยมีธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 900 บาท รวมอยู่ด้วย และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดกาแฟอีกจำนวน 26 เม็ด จึงได้ร่วมกันแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมขายเพียงแต่บอกสิบตำรวจตรีกันเกราว่าให้ขึ้นไปข้างบนบ้านจะดูต้นทางให้ จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้หยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้สิบตำรวจตรีกันเกราไปจริงและรับเงินมา 900 บาท แต่ไม่ได้ขาย ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่าตนเองเสพเมทแอมเฟตามีนจริงแต่ไม่ได้ขาย ดังมีรายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยทั้งสองลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องได้รับโทษร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความไปตามความสัตย์จริง สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ก็นำสืบรับว่ามีการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 26 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 เพียงแต่จำเลยที่ 1 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่ามีไว้เพื่อเสพโดยเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 5 เม็ด และเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 16 เม็ด ซึ่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนอกเหนือจากจำนวน 20 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรีกันเกราไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่าคดีนี้ไม่มีการล่อซื้อและธนบัตรของกลางที่ใช้ในการล่อซื้อไม่ได้ค้นพบที่ตัวจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 รวมทั้งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 ที่ใช้ในการล่อซื้อที่มีข้อความระบุว่ามีหมายเลขและหมวดอักษรตรงกับธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกโดยเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าเป็นการลงชื่อในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารให้จำเลยที่ 1 ฟัง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุนและไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า หากพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 จะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ก็สามารถระบุในบันทึกการจับกุมได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องอ้างว่าจำเลยได้ให้การดังกล่าวอันเป็นการให้การในลักษณะปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นนั้น จึงน่าเชื่อว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้ตามข้อความที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกไว้ในบันทึกการจับกุมดังกล่าวจริง ขณะที่ร้อยตำรวจเอกขาวขับรถจักรยานยนต์เข้าไปที่บ้านที่เกิดเหตุนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่หน้าบันไดทางขึ้นบ้าน ทำท่าจะวิ่งหนี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 1 ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจึงต้องวิ่งหลบหนี หากจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องวิ่งหลบหนี เพราะขณะนั้นในตัวจำเลยที่ 1 มิได้มีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวข้างต้น และคำเบิกความของสิบตำรวจตรีกันเกราที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 1 ในขณะเข้าไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นคนคอยดูต้นทางอยู่ชั้นล่างที่บริเวณบันไดทางขึ้นชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุ อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำที่สิบตำรวจตรีกันเกราซึ่งปลอมตัวเป็นคนเสพติดยาเสพติดให้โทษบอกจำเลยที่ 1 ว่าจะมาเอาของนั้น จำเลยที่ 1 น่าจะเข้าใจดีว่าหมายถึง จะมาเอาเมทแอมเฟตามีนอันเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งให้สิบตำรวจตรีกันเกราขึ้นไปที่ชั้นบนซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 รอจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ และจำเลยที่ 1 จะทำหน้าที่จะคอยดูต้นทางให้เอง ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อเมทแอมเฟตามีนอุ่นใจหากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งแก่สิบตำรวจตรีกันเกราและสายลับเช่นนั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 แล้ว ก็ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุเวลา 23 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกขาวได้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคดีนี้ไปลงบันทึกประจำวันไว้โดยระบุว่า จะนำธนบัตรดังกล่าวไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายทับทิม (จำเลยที่ 1) กับพวกที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งต่อมาก็ปรากฏว่าสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริง โดยขณะล่อซื้อจำเลยที่ 1 ก็อยู่ในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุด้วย แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลตามทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกขาวที่ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นความจริง แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกขาวกับพวกจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ เพราะร้อยตำรวจเอกขาวกับพวกอาจเล็งเห็นได้ว่า สิบตำรวจตรีกันเกราคงจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นผลสำเร็จ อันเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (2) เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ และความในข้อนี้ร้อยตำรวจเอกขาวพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสามก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนาย จำเลยทั้งสามอธิบายว่า ขณะที่มีการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นช่วงฉุกละหุกจึงไม่ได้ขอหมายค้น โจทก์ยังมีนายบานเย็น ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เป็นพยานเบิกความอีกว่า บ้านที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านที่พยานดูแล จำเลยทั้งสามไม่ใช่ราษฎรในหมู่บ้านของพยาน แต่พยานทราบว่าจำเลยทั้งสามไปเสพเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านดังกล่าว โดยพยานเห็นว่าจำเลยทั้งสามนำเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งให้คนที่มาที่บ้านดังกล่าวด้วย และในชั้นสอบสวนนายบานเย็นได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้ว ปรากฏว่านายบานเย็นได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าที่มาติดต่อที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกขาว แม้นายบานเย็นจะเบิกความว่า จำเลยทั้งสามเสพติดเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกจะลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยไม่ได้ แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกขาวและสิบตำรวจตรีกันเกราพยานโจทก์จะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ใช่กรณีที่พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจตรีกันเกรา การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อ ต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริงตามคำฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนคอยดูต้นทางอันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด แก่สิบตำรวจเอกมะพลับและยังมีเมทแอมเฟตามีนเหลือจากการจำหน่ายอยู่อีก 26 เม็ด การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 46 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมหนึ่งและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 20 เม็ด) อีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาเป็นความผิดสองกรรมนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปอีกว่า ศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้ มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม มาใช้บังคับแก่คดีนี้ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่คดีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทระวางโทษของความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำหรับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไปแต่ไม่เกิน 20 กรัม แม้จะปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวน 46 เม็ด และมีน้ำหนักสุทธิเกินกว่า 1.5 กรัม ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นองค์ประกอบความผิด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดกันแน่ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ได้ แต่ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดอันต้องด้วยบทระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่อยู่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในส่วนที่เป็นคุณมาบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่เห็นสมควรที่จะลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่จำเลยที่ 1 ขอ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นตัวการกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยกัน ถือว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าเป็นคนคอยดูต้นทาง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดกระทงแรก 4 ปี และกระทงหลัง 3 ปี 2 เดือน 12 วัน รวมโทษเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน 12 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด คนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

4. องค์คณะ

ชื่อองค์คณะ สุรชาติ บุญศิริพันธ์ กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล

5. ที่มา

แหล่งที่มา สำนักวิชาการ

6. หมายเหตุ

หมายเหตุ

แสดงฎีกาอื่นที่เรื่องคล้ายกับฎีกาฉบับนี้

ข้อสงวน (1) ข้อมูลในเว็บไซต์ smartdeka.com มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเท่านั้น ผู้พัฒนาไม่รับรองความถูกต้องหรือ ครบถ้วนของข้อมูลใดๆ การใช้ข้อมูลเพื่ออ้างอิงตามกฎหมายควรใช้คำพิพากษาฉบับจัดพิมพ์เป็นหลัก
ข้อสงวน (2) เพื่อเป็นการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ Smart Deka ใช้ระบบ AI ในการตรวจค้นชื่อบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องในคดีและแปลงเป็นนามสมมุติ ชื่อบุคคลธรรมดาที่ปรากฎจึงอาจเป็นนามสมมุติ